BahtCalc

ลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง

เผยแพร่ 17 สิงหาคม 2569

ปลายปีทีไร คำถามยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนคือ “ปีนี้ลดหย่อนภาษีอะไรได้บ้าง” คู่มือนี้ รวบรวมค่าลดหย่อนหลัก ๆ สำหรับปีภาษี 2569 ไว้ให้ครบในที่เดียว พร้อมอธิบายว่าแต่ละอย่าง ทำงานอย่างไร และจุดที่คนพลาดกันบ่อย

ก่อนจะไล่ดูรายการค่าลดหย่อนทั้งหมด สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ค่าลดหย่อนไม่ได้ลดภาษีที่ต้องจ่ายลงโดยตรง แต่ไปลด “เงินได้สุทธิ” ที่นำมาคำนวณภาษีต่างหาก

เงินได้ทั้งปีของเราจะถูกหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนออกก่อน เหลือเท่าไรจึงเรียกว่า เงินได้สุทธิ แล้วค่อยนำเงินได้สุทธินั้นไปเข้าบันไดภาษี ยิ่งมีค่าลดหย่อนมาก เงินได้สุทธิก็ยิ่งน้อย ภาษีก็ยิ่งลดตาม

ตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติเงินได้ส่วนบนสุดของคุณอยู่ที่ขั้นภาษี 20% ถ้ามีค่าลดหย่อน เพิ่ม 100,000 บาท เงินได้สุทธิส่วนที่เคยเสีย 20% จะหายไป 100,000 บาท เท่ากับ ประหยัดภาษีได้ 100,000 × 20% = 20,000 บาท ไม่ใช่ประหยัด 100,000 บาทเต็ม เพราะค่าลดหย่อนลดฐานที่นำไปคำนวณ ไม่ได้ลดตัวภาษีตรง ๆ

เพื่อให้เห็นภาพรวม ลำดับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นดังนี้ เริ่มจากเงินได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้ก่อน จากนั้นจึงหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ เหลือเป็นเงินได้สุทธิ แล้วนำไปเข้าบันไดภาษีแบบขั้นบันได ค่าลดหย่อนจึงเข้ามาในขั้นที่สาม และเป็นขั้นที่เรา วางแผนล่วงหน้าได้มากที่สุด เราจะไล่จากกลุ่มที่ได้อัตโนมัติเกือบทุกคน ไปจนถึงกลุ่มที่ต้อง ตัดสินใจซื้อหรือลงทุนเพิ่ม

ค่าลดหย่อนกลุ่มพื้นฐานที่เกือบทุกคนมี

กลุ่มนี้เป็นค่าลดหย่อนมาตรฐานที่ค่อนข้างคงที่ในแต่ละปี ได้แก่

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท — ได้อัตโนมัติสำหรับ ผู้มีเงินได้ทุกคน
  • คู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาท — กรณีจดทะเบียนสมรส และคู่สมรสไม่มีเงินได้
  • บุตร 30,000 บาทต่อคน — ตามเงื่อนไขอายุและการศึกษาของบุตร
  • บิดามารดา 30,000 บาทต่อคน — โดยบิดามารดาต้องมี อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท นับได้ทั้งบิดามารดาของตนเองและของคู่สมรส รวมสูงสุด 4 คน และบิดามารดา แต่ละคนให้บุตรใช้สิทธิได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
  • เงินสมทบประกันสังคม ตามที่จ่ายจริง — ปี 2569 เพดานใหม่ทำให้สมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน หรือ 10,500 บาท/ปี ซึ่งนำมาลดหย่อนได้ทั้งจำนวน

กลุ่มประกันชีวิตและสุขภาพ

เบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท โดยกรมธรรม์ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และทำกับบริษัทประกันในประเทศไทย ส่วนเบี้ยประกัน สุขภาพของตนเองลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาท แต่เมื่อรวม ประกันชีวิตกับประกันสุขภาพของตนเองแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ในเพดานเดียวกัน

นอกจากนี้ เบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดานำมาลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท รวมทุกคน โดยบิดามารดาต้องมีเงินได้ทั้งปี ไม่เกิน 30,000 บาท

จุดที่ควรจำคือ ประกันชีวิตและประกันสุขภาพของตนเองใช้เพดานร่วมกัน ไม่ได้แยกเป็นคนละก้อน การวางแผนซื้อจึงควรดูภาพรวมของทั้งสองอย่างพร้อมกัน ไม่ใช่คิดแยกทีละรายการ

กลุ่มการออมเพื่อเกษียณ (ระวังเพดานรวม)

กลุ่มนี้เป็นจุดที่คนพลาดกันบ่อยที่สุด เพราะแต่ละอย่างมีเพดานของตัวเอง แต่ยังมีเพดานรวมของทั้งกลุ่มครอบอีกชั้นหนึ่ง หลายคนซื้อแต่ละอย่างจนเต็ม เพดานย่อย โดยลืมไปว่ารวมกันแล้วห้ามเกินเพดานรวม

สมาชิกในกลุ่มนี้และเพดานย่อยของแต่ละอย่าง ได้แก่

  • กองทุน RMF — ไม่เกิน 30% ของเงินได้
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) — ไม่เกิน 15% ของเงินได้
  • กบข.
  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) — ไม่เกิน 30,000 บาท
  • ประกันบำนาญ — ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และมีเพดานย่อย 200,000 บาท

แต่ไม่ว่าเพดานย่อยของแต่ละอย่างจะเป็นเท่าไร เมื่อรวมทั้งกลุ่มแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ต่อปี

ตัวอย่างของกับดักนี้ เช่น ถ้าซื้อ RMF จนเต็มเพดานย่อยของมัน แล้วยังมีเงินสะสมกองทุน สำรองเลี้ยงชีพจากที่ทำงานอีก เมื่อรวมกันอาจทะลุเพดานรวม 500,000 บาท ของทั้งกลุ่ม ส่วนที่เกินจะนำมาลดหย่อนไม่ได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อเพิ่มช่วงปลายปี ควรรวมยอดทุกอย่างในกลุ่มนี้ก่อนเสมอ

อีกตัวที่ต้องแยกให้ชัดคือ กองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ซึ่งลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ สูงสุด 300,000 บาท โดย แยกวงเงินต่างหากจากเพดานรวม 500,000 บาท ของกลุ่มเกษียณ ข้างต้น ทั้งนี้ Thai ESG ให้สิทธิลดหย่อนถึงสิ้นปี 2569 ซึ่งเป็นปีสุดท้าย ตามกำหนดการปัจจุบัน เว้นแต่จะมีการต่ออายุมาตรการ

ส่วน กองทุน SSF ที่เคยได้รับความนิยม การซื้อใหม่เพื่อลดหย่อนสิ้นสุดลง ตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2567 จึงไม่มีการซื้อใหม่ที่นำมาลดหย่อนได้อีก แต่ยังพบในบทความเก่า จำนวนมาก หากเห็น SSF ในลิสต์ลดหย่อนของปีนี้ ควรตรวจสอบก่อนว่าเป็นข้อมูลของปีปัจจุบันหรือไม่

ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน

ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัยนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท ต่อปี ถ้าอยากรู้ว่าค่างวดแต่ละปีเป็น ดอกเบี้ยเท่าไร (ส่วนที่นำมาลดหย่อนได้) ลองดูตารางผ่อนรายปีได้ที่คำนวณสินเชื่อบ้าน

เงินบริจาค

เงินบริจาคทั่วไปนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่รวมแล้วไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหัก ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ขณะที่การบริจาคบางประเภท เช่น เพื่อการศึกษา สถานพยาบาลของรัฐ และการกีฬา ให้สิทธิหักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่เมื่อคำนวณเป็นสองเท่าแล้ว ยังต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้เช่นกัน (รายละเอียดของแต่ละประเภทมีเงื่อนไขต่างกัน ควรตรวจสอบ ก่อนใช้สิทธิ)

แนะนำให้บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร เพราะข้อมูลจะถูกส่งถึง สรรพากรโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเก็บใบเสร็จเอง และใช้สิทธิลดหย่อนได้สะดวกขึ้น

มาตรการ Easy E-Receipt ปี 2569

ณ เดือนสิงหาคม 2569 ยังไม่มีการประกาศมาตรการลักษณะ Easy E-Receipt สำหรับปีภาษี 2569 ความชัดเจนของมาตรการทำนองนี้ต้องรอการพิจารณาของรัฐบาลชุดใหม่ หากมีการประกาศ ก็จะมีชื่อ ช่วงเวลา และวงเงินเฉพาะของรอบนั้น ๆ

เพื่อให้พอเห็นภาพ มาตรการรอบก่อนหน้า (สำหรับปีภาษี 2568) เคยให้ลดหย่อนได้สูงสุด 50,000 บาท แบ่งเป็น 30,000 บาทสำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการทั่วไป และอีก 20,000 บาทสำหรับสินค้า OTOP วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยรอบนั้นสิ้นสุดเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2568

ข้อมูล ณ ส.ค. 2569 — หากมีประกาศใหม่จะอัปเดต

เอกสารที่ควรเก็บ และจุดที่คนสับสนบ่อย

สำหรับค่าลดหย่อนแต่ละรายการ ควรเก็บหลักฐานไว้ เช่น หนังสือรับรองเบี้ยประกัน หนังสือ รับรองการซื้อกองทุน ใบเสร็จดอกเบี้ยบ้านจากธนาคาร หลักฐานการบริจาค และหนังสือรับรอง การหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เผื่อกรมสรรพากรขอตรวจสอบภายหลัง

แม้การยื่นภาษีออนไลน์จะไม่ต้องแนบเอกสารทุกใบตั้งแต่ต้น แต่กรมสรรพากรมีสิทธิเรียกตรวจ ย้อนหลังได้ การเก็บเอกสารให้ครบจึงช่วยให้ชี้แจงได้ทันทีหากถูกขอตรวจสอบ และลดความเสี่ยง ที่จะถูกประเมินภาษีเพิ่มภายหลัง

อย่าสับสนระหว่าง “หักค่าใช้จ่าย” กับ “ค่าลดหย่อน”

ก่อนถึงขั้นค่าลดหย่อน เงินเดือนหรือค่าจ้าง (เงินได้ประเภทที่ 1) จะได้ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ก่อน ตรงนี้เป็นคนละส่วนกับค่าลดหย่อนและเป็นสิทธิที่ได้อัตโนมัติ หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็น ค่าลดหย่อนอย่างหนึ่ง ทำให้คำนวณซ้ำซ้อน

ตัวอย่างการคำนวณเต็มรูปแบบ

ลองใช้เคสเดียวกับหน้าคำนวณเงินเดือนสุทธิ พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท (ปีละ 360,000 บาท) ยังไม่มีค่าลดหย่อนพิเศษ:

  • หักค่าใช้จ่าย 50% สูงสุด 100,000 บาท → หักได้ 100,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • หักเงินสมทบประกันสังคมที่จ่ายจริง 10,500 บาท
  • เงินได้สุทธิ = 360,000 − 100,000 − 60,000 − 10,500 = 189,500 บาท
  • ภาษี: 150,000 บาทแรกยกเว้น ส่วนที่เหลือ 39,500 บาท เสีย 5% = 1,975 บาท/ปี

ทีนี้ลองสมมติเพิ่มค่าลดหย่อน เช่น ซื้อประกันชีวิตหรือกองทุนเพื่อเกษียณ เงินได้สุทธิ จะลดลงอีก และเนื่องจากเงินได้สุทธิของเคสนี้อยู่ในขั้น 5% ค่าลดหย่อนทุก 100 บาทจะช่วย ประหยัดภาษีราว 5 บาท เช่น ถ้าซื้อกองทุนเพื่อเกษียณเพิ่ม 10,000 บาท เงินได้สุทธิจะลดลง 10,000 บาท และประหยัดภาษีได้ราว 500 บาทในเคสนี้ ลองปรับตัวเลขของตัวเองได้ที่คำนวณเงินเดือนสุทธิ

วางแผนล่วงหน้า ดีกว่ารอปลายปี

ค่าลดหย่อนหลายอย่าง โดยเฉพาะกลุ่มประกันและกองทุนเพื่อเกษียณ ต้องตัดสินใจภายในปีภาษี นั้น ๆ การรอถึงช่วงปลายปีอาจทำให้เลือกได้ไม่รอบคอบหรือสภาพคล่องไม่พอ ทางที่ดีคือประเมิน ภาระภาษีคร่าว ๆ ตั้งแต่ต้นปี เริ่มจากสิทธิที่ได้อัตโนมัติก่อน แล้วค่อยพิจารณากลุ่มที่ต้อง ซื้อหรือลงทุนเพิ่มให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเงินของตัวเอง ไม่ใช่ซื้อเพียงเพื่อประหยัดภาษี อย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย

ค่าลดหย่อนกับการหักค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร

การหักค่าใช้จ่ายเป็นสิทธิที่ได้อัตโนมัติจากประเภทเงินได้ (เงินเดือนหักได้ 50% สูงสุด 100,000 บาท) ส่วนค่าลดหย่อนเป็นรายการที่กฎหมายให้หักเพิ่มตามสิทธิของแต่ละคน ทั้งสองอย่างหักออกจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษีเหมือนกัน แต่คนละขั้นตอนกัน

มีค่าลดหย่อนเยอะ ๆ จะได้ภาษีคืนเยอะขึ้นไหม

ค่าลดหย่อนช่วยลดเงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษี ประโยชน์ที่ได้จึงขึ้นอยู่กับขั้นภาษีสูงสุดของคุณ ถ้าเงินได้อยู่ในขั้น 5% ค่าลดหย่อน 100 บาทช่วยลดภาษีราว 5 บาท แต่ถ้าอยู่ขั้น 20% ก็ช่วยได้ราว 20 บาท ยิ่งฐานภาษีสูง ค่าลดหย่อนยิ่งคุ้ม

คู่สมรสและบุตรลดหย่อนได้เท่าไร

คู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ลดหย่อนได้ 60,000 บาท และบุตรลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท ตามเงื่อนไขอายุและการศึกษาของบุตร

กลุ่มกองทุนเพื่อเกษียณมีเพดานรวมเท่าไร

กลุ่มการออมเพื่อเกษียณ เช่น RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กอช. และประกันบำนาญ แม้แต่ละอย่างจะมีเพดานของตัวเอง แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ต่อปี จึงต้องระวังไม่ให้ซื้อรวมกันเกินเพดานรวมนี้

SSF ยังนำมาลดหย่อนได้อยู่ไหม

การซื้อกองทุน SSF ใหม่เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนสิ้นสุดลงตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2567 จึงไม่มีการซื้อใหม่ที่นำมาลดหย่อนได้อีก แต่ยังพบ SSF ในบทความเก่าจำนวนมาก หากเห็นในลิสต์ของปีนี้ควรตรวจสอบก่อนว่าเป็นข้อมูลปีปัจจุบันหรือไม่

ต้องเก็บเอกสารอะไรไว้บ้าง

ควรเก็บหลักฐานของแต่ละรายการ เช่น หนังสือรับรองเบี้ยประกัน หนังสือรับรองการซื้อกองทุน ใบเสร็จดอกเบี้ยบ้าน หลักฐานการบริจาค และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เผื่อกรมสรรพากรขอตรวจสอบภายหลัง